MOC 100 Years
TH    EN
Call center 02-507-7717 Call center 02-507-7717
otmwebmaster@moc.go.th srmocthailand@gmail.com
ข่าวประชาสัมพันธ์
Master Template : ข่าวประชาสัมพันธ์
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade : TEPCoT) รุ่นที่ 17 โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ร่วมพิธี ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          ในปีนี้มีผู้สำเร็จการอบรมจำนวน 148 คน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รับฟังการนำเสนอ “แผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน (Digital–Green Economy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2579” จากตัวแทนผู้เข้าอบรมกลุ่มเรือพานิชภิเษก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการนำเสนอผลงานเชิงยุทธศาสตร์

          นางศุภจี แสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการอบรมทุกคน พร้อมชื่นชมแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล–กรีนที่ผู้เข้าอบรมเสนอ ซึ่งมีความทันต่อสถานการณ์โลก และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งถือเป็น “ทางรอด” และกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสมบูรณ์

          รัฐมนตรีฯ กล่าวเสริมว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ที่ผู้เข้าอบรมเสนอ และได้ดำเนินโครงการรองรับอย่างเป็นรูปธรรมหลายด้าน อาทิ การพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล (E-Government) และ e-Service อย่าง MOC Plus ที่จะให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง การจัดทำระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวม 22 หน่วยงาน รวมถึงการนำ AI มาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ป้องกันบัญชีม้าและการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยมิชอบ

          พร้อมกันนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจำนวนประชากรลดลงต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้จำเป็นต้องเร่งเพิ่มศักยภาพแรงงานและผลิตภาพของประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรมนุษย์

          นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังดำเนินโครงการ “Up Skill” ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงความต้องการแรงงานกับการพัฒนาทักษะของภาคการศึกษา รองรับอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และธุรกิจสุขภาพ

          รัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.3 ล้านล้านบาท และได้รับอนุมัติแล้วกว่า 4.8 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมเน้นบทบาทของผู้บริหารรุ่นใหม่จากหลักสูตร TEPCoT ในการช่วยขยายเครือข่ายการค้า เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง อินเดีย และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

           “หากผู้บริหารกว่า 100 คนในห้องนี้ร่วมกันผลักดันแนวคิดดิจิทัลและกรีนอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เศรษฐกิจประเทศได้อย่างมาก ขอชื่นชมทีมงานที่จัดทำยุทธศาสตร์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะนำไปต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก” นางศุภจี กล่าว

          ทั้งนี้ หลักสูตร TEPCoT เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และหอการค้าไทย เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน รวม 17 รุ่น มุ่งพัฒนาวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการค้าและการพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว. พณ.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับคาซัคสถานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

         นางศุภจี กล่าวว่า คาซัคสถานเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทยเนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยแม้ว่าคาซัคสถานจะเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล (Landlocked) แต่ก็สามารถเป็น Land-linked ให้กับไทยได้ โดยจะเป็นประตูหรือเกตเวย์ให้กับสินค้าและบริการจากไทยสู่ตลาดเอเชียกลางซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 80 ล้านคน และยังมีระบบโลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมไปสู่ทวีปยุโรปทำให้ขนส่งสินค้าไปได้ในเวลาอันรวดเร็วในขณะที่ไทยเป็นประตูการค้าให้กับคาซัคสถานสู่อาเซียนได้เช่นกัน ในการหารือกับท่านทูตคาซัคสถานทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงโอกาสในการเป็นพันธมิตรที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันโดยเฉพาะในสินค้าเกษตรและอาหาร การร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะของ SMEs ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของไทยมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับคาซัคสถานในเรื่องนี้ได้ นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีทรัพยากรแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย อาทิ ทองแดง เหล็ก และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ที่ไทยสนับสนุนได้เป็นอย่างดี

          นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า เอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญฝ่ายไทยเยือนคาซัคสถานเพื่อร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร InterFood Astana 2026 (วันที่ 13-15 พฤษภาคม 2569) และ FoodExpoQazakhstan 2026 (วันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2569) และร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการบูรณาการ (Ministry of Trade and Integration) แห่งคาซัคสถาน รวมถึงขอให้ไทยพิจารณาการเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในคาซัคสถานเพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการของไทยในตลาดคาซัคสถาน โดยเห็นพ้องกับไทยให้มีการจัดประชุมคณะคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-คาซัคสถาน ครั้งที่ 1 โดยเร็วเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นโอกาสในการหารือแนวทางและความเป็นไปได้ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกัน รวมทั้งอาจพิจารณาให้มีการจัดประชุมของภาคเอกชนคู่ขนานไปกับการประชุมคณะกรรมการร่วมฯครั้งที่ 1 ด้วย



นางศุภจี เสริมว่า ได้เชิญนักธุรกิจของคาซัคสถาน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่กระทรวงพาณิชย์จัดในปี 2569 โดยเฉพาะงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ “Bangkok Gems & Jewelry Fair” (วันที่ 22–26กุมภาพันธ์ และ 8–12 กันยายน) งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง “THAIFEX–HOREC Asia” (วันที่ 11–13 มีนาคม) งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย “THAIFEX–ANUGA Asia” (วันที่ 26–30 พฤษภาคม) และงานแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านการจัดการและขนส่งสินค้า “TILOG Logistix” (วันที่ 19–21 สิงหาคม)

           “กระทรวงพาณิชย์ตระหนักว่าการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆจะต้องคำนึงถึงการเกื้อกูลกันระหว่างสองประเทศ มุ่งเน้นการเสริมประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในระยะยาว” นางศุภจีกล่าว

          ทั้งนี้ คาซัคสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2ของไทยในกลุ่มเครือรัฐเอกราช(Commonwealth of Independent States : CIS)และกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU)และเป็นคู่ค้าอันดับ 99 ของไทยในตลาดโลกการค้าระหว่างไทยกับคาซัคสถานในปี 2567 มีมูลค่ารวม 153.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปคาซัคสถานเป็นมูลค่า 98.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากคาซัคสถานเป็นมูลค่า 54.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

          สำหรับปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) การค้ารวมระหว่างไทยกับคาซัคสถาน มีมูลค่า 165.07ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออก 88.83ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 76.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปคาซัคสถาน เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยางอัญมณีและเครื่องประดับ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และ อากาศยาน ยานอวกาศ และ ส่วนประกอบ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากคาซัคสถาน เช่น น้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ สิ่งทออื่น ๆ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหาร Nara Thai Worli โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เข้าร่วมแสดงความยินดี

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าร้านอาหาร Nara Thai Cuisine เป็นร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Modern Thai Cuisine ที่สามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และรสชาติอาหารไทยแท้ควบคู่กับการนำเสนอที่ร่วมสมัย ทั้งการจัดจานและบรรยากาศร้านที่มีมาตรฐานระดับสากล สามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับบน นักธุรกิจ และชาวต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          “ความสำเร็จของ Nara Thai Cuisine ในการขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยเลือกทำเลในศูนย์การค้าระดับบนและย่านเศรษฐกิจสำคัญ สะท้อนศักยภาพของอาหารไทยในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และการบริการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการใช้ ‘อาหารไทย’ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” นางศุภจีกล่าว

           สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดีย ปัจจุบัน Nara Thai Cuisine มีสาขาที่เมือง Gurugram ใกล้กรุงนิวเดลี ภายใต้ความร่วมมือกับ Aditya Birla New Age Hospitality และมีสาขาในเมืองมุมไบรวม 3 สาขา โดยการเปิดร้าน Nara Thai Worli นับเป็นการขยายธุรกิจสาขาล่าสุด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้การสนับสนุนและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ร้านอาหารไทย และสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคชาวอินเดียและนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

          ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า  ปัจจุบันร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT ในประเทศอินเดีย มีจำนวนทั้งสิ้น 29 ร้าน กระจายอยู่ในเมืองสำคัญทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2568) ภายใต้การดูแลของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) มุมไบ จำนวน 15 ร้าน

          โดยเป็นร้านที่ได้รับ Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 4 ร้าน ได้แก่ 

          -NARA THAI (WORLI), MUMBAI

          -TOA 66, MUMBAI

          -THAI BASIL (KORAMANGALA), BENGALURU

          -CAFE DE BANGKOK, KOCHI

          ภายใต้การดูแลของ สคต. นิวเดลี จำนวน 8 ร้าน และ สคต. เจนไน จำนวน 6 ร้าน

โดยเป็นร้านที่ได้รับ Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 1 ร้าน ได้แก่

          -BENJARONG, CHENNAI

          ทั้งนี้ภาพรวมร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วโลก (ไม่รวมประเทศไทย) ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2568 มีร้านอาหาร Thai SELECT รวม 1,151 ร้าน แบ่งเป็น

          Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 10 ร้าน

          Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 181 ร้าน

          Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 707 ร้าน

          และ Thai SELECT Casual จำนวน 253 ร้าน

โดยประเทศที่มีร้านอาหาร Thai SELECT มากที่สุด ได้แก่

          1.สหรัฐอเมริกา (186 ร้าน)

          2.สาธารณรัฐประชาชนจีน (159 ร้าน)

          3.สหราชอาณาจักร (114 ร้าน)


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทย “Taste of Thailand” และเยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ต Nature’s Basket เพื่อสำรวจตลาดและศักยภาพของสินค้าไทยในตลาดอินเดีย

          กิจกรรม “Taste of Thailand” จัดขึ้น ณ ซูเปอร์มาร์เก็ต Nature’s Basket ซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้า Phoenix Palladium เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์สินค้าอาหารและสินค้าเกษตรของไทย กระตุ้นการบริโภค และขยายโอกาสทางการค้าสินค้าไทยในตลาดอินเดีย ผ่านการจัดแสดงและประชาสัมพันธ์สินค้าไทยคุณภาพในซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม

          Nature’s Basket เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้บริษัท Spencer’s Retail Ltd. ของอินเดีย มีสาขามากกว่า 10 แห่งในเมืองมุมไบ เน้นจำหน่ายสินค้าอาหารคุณภาพสูง สินค้าเกรดพรีเมียม และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

          ปัจจุบัน Nature’s Basket มีการจำหน่ายสินค้าไทยหลากหลายรายการ อาทิ เครื่องแกง เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม เส้นก๋วยเตี๋ยว รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารสำคัญของไทย เช่น ผลไม้ไทย ได้แก่ ส้มโอ เงาะ มังคุด มะพร้าว เห็ด และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวอินเดียอย่างต่อเนื่อง

          การจัดกิจกรรมและการเยี่ยมชมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในพื้นที่จริง ติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค และเสริมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพที่มีขนาดใหญ่และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง


 


ชมข้อมูล
image



          กระทรวงพาณิชย์ควงภาคเอกชนเดินหน้าขยายความร่วมมือการค้าและการลงทุนกับอินเดีย หารือผู้บริหารเครือ TATA Group เชื่อมศักยภาพภาคเอกชนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมก่อสร้างสีเขียว อสังหาริมทรัพย์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของอินเดีย พร้อมผลักดันสินค้าไทยภาพลักษณ์พรีเมียม–ลักชัวรี เจาะตลาดผู้บริโภคอินเดียที่มีกำลังซื้อสูง

          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับผู้บริหารเครือ TATA Group โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นางสาวสัญฉวี พัฒนจักร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วม ว่า

          TATA Group เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจครอบคลุมแทบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจอินเดีย การหารือครั้งนี้จึงมุ่งหา “โมเดลความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม” เพื่อเชื่อมภาคเอกชนไทยเข้ากับเครือข่ายและแพลตฟอร์มของ TATA Group โดยกระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็น แพลตฟอร์มกลาง ร่วมกับภาคเอกชน องค์กรภาคธุรกิจ และทูตพาณิชย์ ในการจับคู่ดีมานด์–ซัพพลายให้ตรงจุด

          “เรามาเจอกันเพื่อหาว่าไทยจะเข้าไปเป็น ‘จิ๊กซอว์’ ในจุดใดของ TATA Group ได้บ้าง ทั้งด้านอีคอมเมิร์ซ วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมใหม่ๆ กระทรวงพาณิชย์พร้อมเป็นตัวกลางให้เอกชนไทยได้เชื่อมต่อกับคีย์เพลเยอร์ของอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก” นางศุภจีกล่าว

          นางศุภจีระบุว่า อินเดียให้ความสำคัญอย่างมากกับ การก่อสร้างและการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางสภาพอากาศที่ท้าทาย ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนมองว่า “การก่อสร้างสีเขียว” เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ไทยจึงมีโอกาสเข้าไปสนับสนุนด้วยวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ วัสดุจากยางพารา วัสดุทดแทนไม้และซีเมนต์ ไม้และไม้เอ็นจิเนียริ่ง สารเคมีสีเขียว สิ่งทอทางเทคนิคที่ใช้ในอาคาร รวมถึงโซลูชันด้าน modular construction ที่สามารถต่อยอดไปสู่การผลิตในระดับ mass ได้

          พร้อมกันนี้ ได้หารือถึงโอกาสการ ร่วมลงทุนผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งออกกลับไปใช้ในอินเดีย โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้าง อาคารสีเขียว และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมเหล็ก เทคโนโลยี AI และแนวคิด zero waste ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของ TATA Group

          ในส่วนของสินค้าไลฟ์สไตล์ นางศุภจีกล่าวว่า อินเดียมองสินค้าไทยเป็นสินค้า พรีเมียมและลักชัวรี โดยได้ผลักดันให้ TATA Group โดยเฉพาะ TATA CLiQ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเครือ พิจารณานำสินค้าไทย อาทิ เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย และของตกแต่งบ้าน ไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อขยายการรับรู้และสร้างความต้องการในตลาดอินเดีย

          ขณะนี้ TATA Unistore เจ้าของแพลตฟอร์ม TATA CLiQ ได้เริ่มหารือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) แล้ว โดยอยู่ระหว่างการคัดเลือกแบรนด์เครื่องประดับไทยที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อจัดแสดงและสร้างคำสั่งซื้อล่วงหน้า รวมถึงได้เชิญ TATA CLiQ เข้าร่วมงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ระหว่างวันที่ 22–26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อขยายความร่วมมือเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

          นอกจากนี้ TATA CLiQ ยังให้ความสนใจสินค้างานฝีมือไทยที่สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องแต่งกาย ของใช้ และของตกแต่งบ้าน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้แนะนำให้ประสานงานกับ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และได้จัดส่งแคตตาล็อกสินค้าให้พิจารณาแล้ว พร้อมเตรียมนัดหมายประชุมออนไลน์ เพื่อผลักดันความร่วมมือในขั้นต่อไป

          นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ทำการบ้านล่วงหน้า โดยใช้เครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 3 แห่งในอินเดีย เป็นกลไกสำคัญในการชี้เป้าโอกาสทางการค้าในแต่ละพื้นที่ให้ตรงกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และความต้องการของผู้บริโภคอินเดีย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนบนหลักประโยชน์ร่วมกัน


 


ชมข้อมูล
image



          กระทรวงพาณิชย์เดินหน้านโยบาย SDG Together สร้างความร่วมมือไทย–อินเดียในห่วงโซ่อุปทานภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ผลักดันการยอมรับมาตรฐานสินค้าฉลากเขียวระหว่างกัน เปิดโอกาสให้สินค้าวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยเข้าสู่ตลาดอินเดียมากขึ้น พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ อินเดียถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จากการคาดการณ์จำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางกว่า 800–900 ล้านคน ในปี 2035 ซึ่งเอื้อต่อการสร้างขนาดตลาด (scale) ในการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าสีเขียว

          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทย–อินเดีย ณ โรงแรม St. Regis เมืองมุมไบ ว่า การพบกันในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “อนาคตของคนรุ่นถัดไป” โดยมุ่งผลักดันให้ความตกลงการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้าฉลากเขียว (Mutual Recognition Agreement: MRA) เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อินเดียถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จากจำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางกว่า 800–900 ล้านคน ในปี 2035 จากปัจจุบันที่มีกว่า 500 ล้านคน ซึ่งเอื้อต่อการสร้างขนาดตลาด (scale) ในการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าสีเขียว และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการขยายตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้ร่วมกัน

          นางศุภจีกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดียจะยั่งยืนได้ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน และการเติมเต็มซึ่งกันและกันในฐานะ “จิ๊กซอว์” ทางเศรษฐกิจ โดยอินเดียมีความแข็งแกร่งในหลายมิติ ขณะที่ไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเสริมศักยภาพให้อินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไป โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก

          “แม้ไทยจะมีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรเล็กกว่าอินเดีย แต่ไทยมุ่งหวังที่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของอินเดีย ไม่ใช่มองความร่วมมือเพียงการค้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับการเติบโตและการส่งต่อไปยังตลาดอื่นของโลก” นางศุภจีกล่าว

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า จากการหารือกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดีย พบว่าสินค้าวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบางประเภทของอินเดียยังมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า อาทิ วัสดุจากยางพารา ไม้ กระดาษ กระจก รวมถึงสารเคมีประเภทกาวและสี ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและได้รับการรับรองฉลากเขียว

          นางศุภจีกล่าวว่า ประเด็นด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม และไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ การขับเคลื่อนความร่วมมือด้าน “สีเขียว” จึงเป็นจุดโฟกัสสำคัญ เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากร ความพยายาม และการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

          ภายในการประชุมครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้นำภาคเอกชนไทยจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TBCSD) เข้าหารือร่วมกับ Confederation of Real Estate Developers’ Associations of India (CREDAI) และสมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งอินเดีย (Confederation of Indian Industry: CII) เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านมาตรฐานสินค้าฉลากเขียวและการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน

          โดยภายในงานมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ Mr. Anand Muthukrishnan Deputy Executive Director of CII - Indian Green Building Council (IGBC) Mr. Keval Valambhia Chief Operating Officer of Maharashtra Chamber of Housing Industry (CREDAI-MCHI) และ Mr. K S Venkatagiri (TBC) Executive Director of CII’s Green Business Centre ร่วมด้วย

          และมีการลงนามความตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement: MRA) ระหว่าง Confederation of Indian Industry’s Sohrabji Godrej Green Business Centre (CII–GBC) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute: TEI) โดยมี Mr. K. S. Venkatagiri Executive Director of CII–GBC และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นผู้ลงนาม

          ซึ่งความตกลงดังกล่าวเป็นการต่อยอด MRA ที่เคยลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อยอมรับมาตรฐานการตรวจรับรองสินค้าฉลากเขียวระหว่างกัน ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ลดการทดสอบซ้ำ เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ และเปิดโอกาสให้สินค้าฉลากเขียวของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดอินเดียและถูกนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างและอาคารเขียวได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ


 


ชมข้อมูล
image



          กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–อินเดีย จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจในกลุ่มวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและตกแต่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำผู้ประกอบการไทย 17 ราย พบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการอินเดียกว่า 50 ราย หวังต่อยอดการค้า การลงทุน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียวร่วมกัน

          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจไทย–อินเดีย ณ โรงแรม St. Regis เมืองมุมไบ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นางสาวสัญฉวี พัฒนจักร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม ว่า อินเดียเป็นประเทศที่ตนเดินทางมาอย่างต่อเนื่องและเห็นถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงเศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งภายใต้นโยบายเศรษฐกิจที่มั่นคง และได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก

          นางศุภจีกล่าวว่า ไทยและอินเดียเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกันในทะเลอันดามัน ความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงควรถูกมองในฐานะ “ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงถึงกัน” โดยทั้งสองประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน ไทยนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ วัตถุดิบทางเภสัชกรรม ชา และเครื่องเทศ ขณะเดียวกัน วัตถุดิบสำคัญจากไทยก็ถูกนำไปแปรรูปต่อ เพิ่มมูลค่า และสร้างการจ้างงานในอินเดีย

          “ในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียอยู่ที่ประมาณ 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 15 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยไทยเป็นหนึ่งใน 5 แหล่งสำคัญของสินค้าขั้นกลางสำหรับอุตสาหกรรมอินเดีย โดยเฉพาะยางพาราและน้ำมันปาล์ม ขณะที่การส่งออกส่วนผสมอาหาร และอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยไปอินเดียก็ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ” นางศุภจีกล่าว

          นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ทิศทางการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทยมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เทคโนโลยี AI การค้าดิจิทัล อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงการพัฒนาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub) ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

          สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้ประกอบการไทย 17 ราย ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ วัสดุก่อสร้างจากยางพารา ผลิตภัณฑ์ไม้สำหรับปูพื้น ผนัง และประตู เคหะสิ่งทอ ระบบทำความเย็นและความร้อนประหยัดพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย์ เฟอร์นิเจอร์สำหรับโรงแรม รวมถึงอุปกรณ์และระบบด้านสุขภาพ เข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการอินเดียกว่า 50 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม CREDAI, Maharashtra Chamber of Housing Industry (CREDAI-MCHI) และ

สมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งอินเดีย (Confederation of Indian Industry: CII)

          นางศุภจีระบุว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทั้งสองประเทศไม่อาจมองข้ามคือ “ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ทุกภาคอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้จึงเป็นการเริ่มต้นปีด้วยความร่วมมือที่สำคัญ และเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–อินเดียให้เติบโตอย่างยั่งยืน

          “หากต้องการไปให้ไกลและไปให้เร็ว เราจำเป็นต้องจับมือเดินไปด้วยกัน อินเดียคือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทย และการเติบโตของเราจะต้องเป็นการเติบโตร่วมกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่เกื้อกูลระหว่างกันและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมใจร่วมกัน ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 วัด จำนวน 99 รูป เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคล เริ่มต้นปีใหม่ 2569 ด้วยประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ 

          โดยมีพระโสภณนนทสาร  เจ้าคณะอำเภอบางบัวทอง และเจ้าอาวาสวัดบางไผ่ พระอารามหลวง จังหวัดนนทบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระสงฆ์จากที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนนทบุรี 9 วัด จำนวน 99 รูป  จากวัดในจังหวัดนนทบุรี ได้แก่ วัดแคนอก วัดน้อยนอก วัดสมรโกฏิ วัดบางรักใหญ่ วัดไทรม้าใต้ วัดตำหนักใต้ วัดเพลง วัดบางไผ่ และวัดบางนา


 


ชมข้อมูล
image



          กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำขบวนผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) 18 รายการจากท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ  มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงานอย่างคึกคักโชว์ศักยภาพสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทย และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 28 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ายกระดับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนสู่สินค้าเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่กับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายมิติ พร้อมเร่งส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ให้เข้าถึงผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลาย เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ผลิต โดยสินค้าGI ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์โดดเด่น สามารถนำมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างความแตกต่างในตลาดได้อย่างยั่งยืน 

          ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ผนึกกำลังกับ กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาชุมชน ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ในงานมหกรรมสินค้า OTOP ครั้งใหญ่ส่งท้ายปี โดยเล็งเห็นว่าสินค้า GI และสินค้า OTOP ต่างมีจุดร่วมสำคัญคือการเป็นสินค้าจากฐานชุมชนที่ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดแข็งและจุดขายอย่างไรก็ดี สินค้า GI มีความแตกต่างในด้านการคุ้มครองสิทธิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีคุณลักษณะเฉพาะเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตในพื้นที่เฉพาะและมีระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

           ในโอกาสนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ยกขบวนสินค้า GIเด่น 18 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมจำหน่ายในงาน “OTOP City 2025” ตั้งแต่วันที่ 20 - 28 ธันวาคม 2568 โดยสินค้าที่เข้าร่วม ประกอบด้วย สินค้า GI กลุ่มข้าวและอาหาร 9รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ปลาช่อนแม่ลา (สิงห์บุรี) ไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร (เพชรบุรี) กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และกาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) สินค้า GI กลุ่มผลไม้ 4 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมสามพราน (นครปฐม) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) และส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม รวมทั้งสินค้า GI กลุ่มงานหัตถกรรม 5 รายการ ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมแพร่ ชามไก่ลำปาง ครกหินอ่างศิลา (ชลบุรี) เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน (นครราชสีมา) และเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด (นนทบุรี)

          ทั้งนี้ สินค้า GI ทั้ง 18 รายการ ล้วนเป็นของดีที่มีชื่อเสียงครองใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 6,082 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถแวะมาชม ชิม ช็อปสินค้า GI ของแท้ส่งตรงจากแหล่งผลิต ได้ที่บูธ GI Pavilion (เสาที่ 34–35 โซน FF-GG) อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 - 21.00 น. และเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นี้ (27 – 28 ธันวาคม 2568) กรมฯ เตรียมมอบของขวัญพิเศษในช่วงนาทีทองให้แก่ผู้ร่วมงาน เป็นเซ็ตของขวัญ GI ราคาพิเศษที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน จำกัดเพียงวันละ 2 รอบเท่านั้น ในช่วงเวลา 13.00 น. และ 16.00 น. สายช็อป GI ห้ามพลาดเด็ดขาด

          กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เน้นย้ำเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายตลาดสินค้า GI โดยยกระดับความร่วมมือกับเครือข่ายโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยการนำสินค้า GI เข้าร่วมงาน OTOP City 2025 ครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ทางการตลาด สร้างการรับรู้ และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้สินค้า GI ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สามารถสร้างคุณค่าและรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

          ในโอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าเยี่ยมชมบูธแสดงสินค้ากระทรวงพาณิชย์ (SMART Local Pavilion) ภายในงาน OTOP City 2025 และให้กำลังใจผู้ประกอบการชุมชนที่เข้าร่วมออกบูธ

           นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20 - 28 ธันวาคม 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำผู้ประกอบการชุมชนที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาจากหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ 30 รายทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน OTOP City 2025 ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 เมืองทองธานี โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพดี สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ไทยร่วมสมัย ให้ได้เลือกชม เลือกชอป อาทิ *ตุ๊กตามวยไทยจากเส้นใยผักตบชวาขึ้นรูป วิสาหกิจชุมชนบ้านผักตบชวาไม้ตรา จ.พระนครศรีอยุธยา *ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง จ.พะเยา *เครื่องใช้จากไม้แบรนด์ AWA จ.นนทบุรี *กระเป๋าจักสานกระจูดร่วมสมัยปักลาย แบรนด์กระจูดบ้านเรา จ.พัทลุง*ผ้าขาวม้าหมักโคลน กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ดารานาคี) จ.บึงกาฬ *เสื่อจันทบูร กลุ่มสตรีทอเสื่อกก บ้านเสม็ดงาม จ.จันทบุรี เป็นต้น 

           ไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้ คือ “New Year Lucky Bag by DBD” ถุงสุ่มมีดี ของดีจากชุมชนที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ชุมชนใน Pavilion กระทรวงพาณิชย์ มาจำหน่ายในรูปแบบ Lucky Bag ราคาพิเศษ เฉพาะในงานOTOP City 2025 นี้เท่านั้น นอกจากผู้บริโภคจะได้ร่วมสนุก ลุ้นของดีในราคาเข้าถึงง่ายแล้ว ควบคู่ไปกับประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าที่สนุกและแปลกใหม่ สามารถนำไปเป็นของฝากของกำนัลช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ยังสามารถสร้างกระแสให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นอีกด้วย

          อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ภายในงานฯ กรมฯ ยังมีโซนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์เบญจมู (Benjamoo) โดยมีแมวมงคล “KONJA โกนจา” เป็นผลิตภัณฑ์แรกของแบรนด์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ความเป็นสิริมงคล และนำมาซึ่งสิ่งที่ดีดีทั้งปัจจุบันและอนาคต เกิดจากการรวมพลังเครือข่ายผู้ประกอบการชุมชนมีดี ภายใต้กิจกรรม SMART Local METRIX-D ของกรมฯ ที่ได้นำเอกลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และจุดเด่นสินค้าของตนเองมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบ จนเกิดเป็นแบรนด์ ‘เบญจมู’ ทั้งนี้ ภายในงานฯ ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้ร่วมกันรังสรรค์อย่างต่อเนื่อง เน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ที่สะท้อนตัวตนของชุมชนไทยร่วมสมัย ถือเป็นก้าวแรกของการต่อยอดธุรกิจเครือข่ายสร้างสรรค์ที่แข็งแรงกว่าเดิม

          นอกจากนี้ที่โซน “มีดี มีของใหม่” ได้เปิดตัว “ผลิตภัณฑ์ใหม่”(New Collection) ของผู้ประกอบการที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษเน้นความทันสมัย ใช้งานได้จริง พร้อมเปิดจำหน่ายภายในงานนี้เป็นที่แรก อาทิ *THE NEW COLLECTION HAND BAG WOVEN FABRIC กระเป๋าผ้าทอ แบรนด์ INDY GO จ.สกลนคร *Cracked serenity ผ้ามัดย้อมมูลวัวนม แบรนด์ มัดมอวาลู จ.สระบุรี *กระเป๋า Lucky day แบรนด์ Nineshop99 จ.เชียงราย *กระเป๋าเสื่อลายกกเหล่าพัฒนาวิสาหกิจชุมชนสหกรณ์จักสานตำบลเหล่าพัฒนา(สานกกครูเรือง) จ.นครพนม *พวงกุญแจผลึกนิล แบรนด์นิล ณ กาญจน์ จ.กาญจนบุรี เป็นต้นเหมาะเป็นของฝากของกำนัลในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ทั้งนี้ โซนมีดี มีของใหม่ได้รับการออกแบบให้เป็นจุดสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เข้าร่วมงานที่สามารถสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดสรรค์เป็นพิเศษ สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่มีกลิ่นอายการออกแบบที่ร่วมสมัย จัดแสดงอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ดึงดูดทุกช่วงวัยในบรรยากาศเทศกาลปลายปีอย่างอบอุ่น

          การนำผู้ประกอบการ 30 ราย เข้าร่วมงานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนส่งเสริมและพัฒนาด้านการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อเสริมศักยภาพการประกอบธุรกิจให้เข้มแข็ง ด้วยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย ตามแนวคิด "กระตุ้นสั้นได้ผลยาว กระจายตัว" ด้วยการนำสินค้าชุมชนสู่ตลาดใหญ่ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดผลอย่างรวดเร็วและทันที เพื่อเพิ่มระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ให้เกิดกระจายตัวของเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการวางรากฐานการเติบโตในอนาคต เสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน 



          ทั้งนี้ คาดว่าตลอดการจัดงาน 9 วัน จะสามารถสร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการที่ร่วมออกงานทั้ง 30 ราย ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ทั้งยอดขายภายในงานและคำสั่งซื้อของคู่ค้าในอนาคต นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าสู่ตลาดอย่างมีภาพลักษณ์ใหม่ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้สินค้าไทยร่วมสมัยขึ้น พร้อมต้อนรับเทศกาลปีใหม่ด้วยพลังสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ

          โอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสอัตลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่า พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนไทยและสินค้าไทย ภายในงาน OTOP City 2025ระหว่างวันที่ 20 - 28 ธันวาคม 2568 ณ SMART Local Pavilion กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี รวมถึงช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้เลือกซื้อเพิ่มเติมได้หลังจบงาน” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

           สอบถามรายละเอียดหรือติดตามกิจกรรมเกี่ยวกับธุรกิจชุมชนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5950 Call Center 1570 และ เว็บไซต์ www.dbd.go.th


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมรวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า เสริมภูมินักบัญชีไทย รู้ทันธุรกิจผิดกฎหมาย (Professional Skepticism of Illegal Businesses)” ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี สำนักงานบัญชี สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน 17 หน่วยงาน เข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย

          รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า รู้สึกชื่นใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมืออย่างกว้างขวาง วันนี้มีผู้ขอเข้าร่วมอบรมเพื่อทำความเข้าใจและปกป้องประเทศจากปัญหานอมินีและบัญชีม้ากว่า 1,500 ราย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี พร้อมย้ำว่า “ระบบบัญชีม้าและระบบนอมินีสร้างความเสียหายให้ประเทศอย่างยิ่ง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กระทบกับทุกคน หากเรารู้เท่าทันและร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถลดและขจัดปัญหานี้ได้”

          ผู้ที่อยู่ในห้องนี้ทุกคน ทั้งหน่วยงานพันธมิตร สมาคมวิชาชีพบัญชี และนักบัญชีจากสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการช่วยป้องกัน ช่วยตักเตือน และช่วยลดทอนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยการมาในวันนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รู้” แต่ต้อง “ร่วมมือทำ” เพราะนักบัญชีคือ “ต้นทาง” ที่สามารถสกัดกั้นปัญหาได้ตั้งแต่เริ่มต้น หากเข้าใจบทบาทหน้าที่และร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าจะสามารถป้องกันการใช้บัญชีม้าและนอมินีเข้ามาทำธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส ซึ่งมีความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมได้

          จากการถอดบทเรียนในช่วงเช้า จะเห็นว่ามิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทุกภาคส่วนก็ต้องพัฒนาและรู้เท่าทันเช่นกัน การเสริมความรู้ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องประเทศและระบบธุรกิจไทยได้อย่างยั่งยืน

          สำหรับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะหน่วยงานหลัก ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างใกล้ชิด และในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ได้เตรียม “ของขวัญปีใหม่ให้มิจฉาชีพ” ผ่านมาตรการเข้มข้น 4 คำสั่ง และ 2 ประกาศ เพื่อปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง อาทิ การนำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านราย และข้อมูลบัญชีม้ากว่า 90,000 รายชื่อ มาประกอบการคัดกรองการจดทะเบียนนิติบุคคล หากพบความเสี่ยงจะเชิญมาแสดงตัวตนและแสดงหลักฐานทางการเงิน รวมถึงการตรวจสอบกรณีใช้ที่อยู่ซ้ำซ้อน การจัดโครงสร้างกรรมการที่น่าสงสัย และการยืนยันตัวตนของผู้เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัท นอกจากนี้ ยังได้ออกประกาศให้ผู้รับหน้าที่จดทะเบียนบริษัทต้องขึ้นทะเบียนแสดงตัวตน และให้ผู้รับรองการจดทะเบียนต้องเห็นตัวจริงและยืนยันตัวตนผ่านระบบ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและลดโอกาสการแอบอ้าง

          ประเทศไทยมีนักบัญชีกว่า 80,000 ราย และสำนักงานบัญชีกว่า 7,000 แห่ง แต่มีสำนักงานบัญชีที่อยู่ในสมาคมบัญชีคุณภาพเพียง 191 ราย จึงขอเชิญชวนสำนักงานบัญชีเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมบัญชีคุณภาพ เพื่อเสริมทักษะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมกันปกป้องระบบธุรกิจไทย พร้อมขอความร่วมมือไม่สนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และรักษาความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

          นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ

          “การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง” นางศุภจี กล่าว

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ “ติดอาวุธและติดปีก” ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม

          ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

             (1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย

             (2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม

             (3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์

             (4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ

          นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

          “ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ” นางศุภจี กล่าว


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันให้การต้อนรับ ดร.แอนเจลา แม็กดอนัลด์ (Dr. Angela Macdonald) เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและโอกาสใหม่ ๆ ที่ทั้งสองประเทศจะสามารถเพิ่มความร่วมมือกันได้ทั้งในมิติของการค้าและการลงทุน

          นางศุภจี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–ออสเตรเลีย ช่วยผลักดันมูลค่าการค้าให้ขยายตัวอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่ตัวเลขการลงทุนของออสเตรเลียในไทยอาจยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ของไทย แต่เห็นศักยภาพในสาขาที่ออสเตรเลียเข้ามาลงทุน รวมถึงการที่ออสเตรเลียได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2040 จึงใช้โอกาสนี้เชิญชวนออสเตรเลียขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ของไทยเพิ่มขึ้น เช่น ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital AI) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life-Science) เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Tech) อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ยานยนต์สมัยใหม่ (Next–Generation Automotive) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และสาขาพลังงานสะอาด ซึ่งออสเตรเลียแสดงความพร้อมที่จะผลักดันประเด็นนี้ร่วมกันต่อไป

          ทั้งสองฝ่ายยังได้แสดงความยินดีที่ไทยและบริษัท อัคราฯ ของออสเตรเลีย สามารถยุติกรณีพิพาทได้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์ด้านการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลียในระยะยาว โดยออสเตรเลียยังได้แสดงเจตจำนงค์ที่จะขยายการลงทุนในด้านนี้เพิ่มเติม และขอรับการสนับสนุนจากไทยในเรื่องนี้ พร้อมกันนี้ ออสเตรเลียได้ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์การนำเข้านมผงขาดมันเนยภายใต้ FTA ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้ดูแลภาพรวมของ FTA จะประสานงานและติดตามความคืบหน้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป

          นางศุภจี กล่าวเสริมปิดท้ายว่า การหารือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้แสดงความพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับออสเตรเลียในทุกระดับ พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ฝ่ายออสเตรเลียได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของไทย ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD และพร้อมสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานด้านการค้าของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล

         สำหรับการค้าไทย-ออสเตรเลีย ในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 2568) ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 14,321.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 5,129.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปออสเตรเลีย มูลค่า 9,725.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย มูลค่า 4,595.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนสาขาสำคัญของออสเตรเลียในไทย อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ การผลิตเครื่องจักรขั้นสูงและระบบ AI ควบคุมเครื่องจักร และในสาขาดิจิทัลซึ่งครอบคลุมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center)


 


ชมข้อมูล
image



          กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับ “ข้าวประณีต” และวัตถุดิบเกษตรไทยสู่การเป็นประสบการณ์ด้านอาหารระดับโลก ผ่านโมเดล “Local Ingredients World Class Experiences” เชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพกับอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบิน เพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมการค้าภายใน (DIT) ผนึกกำลังภาคเอกชน จับมือบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef (Thailand) และ 3 สายการบินชั้นนำ ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชีย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์ส เปิดตลาดศักยภาพใหม่ให้สินค้าเกษตรไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

         นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดนโยบายการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรจาก “วัตถุดิบท้องถิ่น” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” โดยนำ ข้าวประณีต และวัตถุดิบเกษตรคุณภาพของไทย  อาทิ ปลากะพงสามน้ำ จากทะเลสาบสงขลา สับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสินค้า GI ในความส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์ มาเชื่อมกับแพลตฟอร์มอาหารระดับประเทศอย่าง MasterChef (Thailand) เพื่อสร้างการรับรู้และการบริโภคในวงกว้าง พร้อมพัฒนาเป็นเมนูอาหารที่เข้าถึงผู้บริโภคจริงผ่านสายการบิน ซึ่งเป็นช่องทางที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงตลาดนานาชาติได้โดยตรง

          สำหรับโครงการ DIT x MasterChef เชฟผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ 3 คนสุดท้ายของรายการ MasterChef (Thailand) ซีซัน 7 จะนำวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทยมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษ และพัฒนาเป็นเมนูจำหน่ายบนเที่ยวบินของสายการบินแอร์เอเชียทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงให้บริการในห้องรับรองพิเศษของการบินไทย และบนเที่ยวบินและเลาจ์ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย แต่ยังเป็นการนำเสนออัตลักษณ์อาหารไทยในรูปแบบ Soft Power สู่สายตาผู้โดยสารจากทั่วโลก

          นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด รวมถึงสายการบินทั้ง 3 แห่ง ที่ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับสินค้าเกษตรจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย



         ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือก่อนหน้า โดยเฉพาะโครงการ DIT x AirAsia ซึ่งได้รับรางวัล Creative Excellence Awards 2025 จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สะท้อนศักยภาพของการนำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับการตลาดสินค้าเกษตรไทย และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

          จากนั้นกรมการค้าภายในได้รับมอบหมายให้ขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรสายการบินเพิ่มเติม เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าเกษตรในกลุ่มปศุสัตว์ ประมง และผลไม้ อาทิ ปลากะพง กุ้งขาวแวนนาไม เนื้อโค ข้าวประณีต สับปะรดภูแล และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง นำมายกระดับเป็นเมนูอาหารคุณภาพ เสิร์ฟแก่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

          “โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารบนเครื่องบิน แต่เป็นโมเดลการตลาดใหม่ที่ช่วยให้สินค้าเกษตรไทยเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดศักยภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผู้โดยสารที่เดินทางกับแอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส จะได้ลิ้มลองเมนูพิเศษที่ช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย อิ่มท้อง และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน” นายวิทยากรกล่าว

          กรมการค้าภายในเชื่อมั่นว่า โมเดล “Local Ingredients World Class Experiences” จะเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จัดประชุมแผนความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ไทย-สปป.ลาว ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ กรุงเทพฯ ร่วมกับนายมะไลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของ สปป. ลาว มุ่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ดันการค้าสองฝ่ายบรรลุเป้า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยกระดับการแลกเปลี่ยนสถิตินำเข้า-ส่งออก เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายสินค้าสำคัญ พร้อมปรับกลไกค้าชายแดน เตรียมเปิดใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 เชื่อมโยงบึงกาฬ-บอลิคำไซ เพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าไทยไปยังเวียดนามและจีน

          นางศุภจี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ไทยและลาวเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ผ่านแดนระหว่างอาเซียนกับจีน โดยได้หารือกันถึงแนวทางการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟลาว-จีน ให้มากยิ่งขึ้น โดยลดขั้นตอนและระยะเวลาการขนถ่ายสินค้าของไทยขึ้นรถไฟลาว-จีน โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายรถ และมีบัญชีค่าธรรมเนียมในการขนส่งที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการวางแผนและคำนวนต้นทุนการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน (Joint benefit) ต่อทั้งไทยและ สปป.ลาว ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Land linked ของ สปป.ลาว

          นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ได้ร่วมหารือถึงแนวทางขยายการค้าทวิภาคีให้บรรลุเป้าหมาย 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 จากมูลค่าการค้าปัจจุบันในปี 2567 กว่า 8,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี ทั้งสองฝ่ายจะจัดทำแผนงาน 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อเป็นทิศทางการทำงานร่วมกันของทั้งสองกระทรวงที่เป็นระบบและมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน และจะฟื้นฟูกลไกด้านเกษตร เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร และเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารในตลาดโลก โดยเน้นสินค้าเกษตรที่ปลอดการเผา เพื่อลดปัญหา PM 2.5 ข้ามแดน

          “ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถิตินำเข้า - ส่งออกสินค้าสำคัญ เพื่อประเมินข้อมูลและคาดการสถานการณ์การค้าได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งรวมถึงสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันมีการควบคุมการส่งออก ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี โดยฝ่าย สปป.ลาว ได้ยืนยันว่าการนำเข้าสินค้าน้ำมันจากไทยเพื่อใช้ภายในประเทศและไม่ส่งออกไปยังประเทศที่สาม” นางศุภจี กล่าว

          นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ของไทย และสภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว เข้าร่วมหารือ เพื่อเสนอแนะแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ซึ่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมของภาคเอกชนสองฝ่าย และคณะอนุกรรมการในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ อาทิ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การค้าและการสร้างแบรนด์ การท่องเที่ยวและสังคม นโยบายและกฎระเบียบ การพัฒนาดิจิทัลและ AI และการเงิน โดยผลักดันให้ภาคเอกชนประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง คู่ขนานกับการประชุมแผนความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทย-สปป.ลาว

          ทั้งนี้ สปป.ลาว เป็นคู่ค้าลำดับที่ 7 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 18 ในโลก การค้ารวมในปี 2567 มีมูลค่า 8,283.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 4,929.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 3,358.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 1,570.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 10 เดือนของปี 2568 (มกราคม-ตุลาคม) มีมูลค่ารวม 8,183.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 18.65% ไทยส่งออก 4,807.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.90% ขณะที่การนำเข้าจาก สปป.ลาว มูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.23% ไทยส่งออกสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำตาลทราย ขณะที่นำเข้าสินค้าจาก สปป.ลาว ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ


 


ชมข้อมูล
image



          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 82 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารจากภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ ภาคเกษตร ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชน โดยมีนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ร่วมด้วย โดยหลักสูตรมุ่งสร้างองค์ความรู้ด้าน FTA และพัฒนาเครือข่าย FTA Club ผ่านการอบรมแบบ Train the Trainer เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำองค์ความรู้ไปขยายผลในองค์กรและสาธารณชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

          นางศุภจี กล่าวว่า FTA เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดภาษีศุลกากร ลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดได้กว้างขึ้น พร้อมเผยว่าไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และล่าสุดลงนามเพิ่มอีก 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์ ภูฏาน และศรีลังกา โดยรัฐบาลยังเดินหน้าเจรจา FTA เชิงรุกเพื่อให้เกิด “Quick Big Win” ทั้งกับ EFTA EU และเกาหลีใต้ เพื่อเปิดตลาดใหม่และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

          นางศุภจี กล่าวว่า การเจรจาการค้าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย เพราะเราต้องเอาบางอย่างไปแลกเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์กลับมา หากผู้ประกอบการไม่สามารถนำสิทธิประโยชน์เหล่านี้ไปใช้ได้จริง ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย จึงจำเป็นต้องพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ภาคเอกชนไปจนถึงเกษตรกรรายย่อยให้พร้อมรองรับการเปิดตลาดใหม่ รวมถึงเตรียมความพร้อมรับมาตรการใหม่ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคมนี้

          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวถึงการปรับกฎระเบียบและนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระบบถิ่นกำเนิดสินค้า (ROO) ที่ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ และการใช้ AI เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลและใช้สิทธิประโยชน์ FTA ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหลายหน่วยงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับโอกาสและความท้าทายทางการค้าในยุคใหม่

          สำหรับยุทธศาสตร์ที่ผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 3 นำเสนอร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมในการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Food Security ของตลาดโลก โดยเน้นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เช่น สินค้าประมง ข้าวและธัญพืช กาแฟและเครื่องดื่ม ผ่านการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศ ยกระดับมาตรฐานการผลิต สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ SMEs สตาร์ทอัพ และเกษตรกร เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ได้มากขึ้น

          นางศุภจี ระบุว่า ซัพพลายเชนสำคัญมาก และประเทศไทยต้องวางตัวอย่างเหมาะสมในเวทีการค้าโลก ไม่เอนเอียงข้างใดข้างหนึ่ง แต่ยึดหลักประโยชน์ร่วม (joint benefit) เพื่อให้ไทยเป็นโซ่ข้อกลางในห่วงโซ่การผลิตที่หลายประเทศอยากร่วมมือ ผู้ที่จะชนะในยุคเศรษฐกิจโลกผันผวน คือผู้ที่มองเห็นโอกาสจากปัญหา และดึงออกมาเป็นจุดแข็งได้

          กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความรู้ด้าน FTA และเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ “การทำงานด้านการเจรจาการค้าไม่สามารถสำเร็จได้เพียงลำพัง ต้องมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน” ซึ่งหลักสูตร NIC2E รุ่นที่ 3 ถือเป็นพลังสำคัญในการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนอย่างแท้จริง


 


ชมข้อมูล
สรุปข่าวที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์
Template : สรุปข่าวที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์
ข้อมูลที่น่าสนใจ
Master Template : ข้อมูลที่น่าสนใจ
จำนวนการเข้าชม : 751,523