MOC 100 Years
TH    EN
Call center 02-507-7717 Call center 02-507-7717
otmwebmaster@moc.go.th otmwebmaster@moc.go.th
ข่าวประชาสัมพันธ์
Master Template : ข่าวประชาสัมพันธ์
image
 


 


 


 


 


 




          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบนโยบายให้กับทีม Salesman จังหวัดในรูปแบบ ออนไลน์ผ่านระบบ Webinar ภายใต้โครงการฝึกอบรมเชิง ปฏิบัติการ Salesman จังหวัด Go-inter ณ สถาบันพัฒนา ผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ (ถนนรัชดาภิเษก) กรุงเทพฯ



          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ประเด็นที่หนึ่ง ในเรื่องของการส่งออกของประเทศไทยซึ่งถือเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีหรือภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในหลาย 10 ปีที่ผ่านมา การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และมีความเห็นตรงกันว่าการส่งออกของไทยน่าจะพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว และกำลังทะยานขึ้น ตัวเลขการส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ หลังจากที่ประเผชิญกับวิกฤตโควิด สงครามการค้า และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตัวเลขการส่งออกที่ต่ำสุดช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 ติดลบ 22% เดือนมิถุนายนติดลบ 23% แต่หลังจากนั้นติดลบน้อยลงเป็นลำดับ ถึงเดือนกรกฎาคมติดลบ 11 % และเดือนธันวาคม 63 บวกถึง 4.7% และปีนี้ตัวเลขเดือนมกราคมเป็นบวก กุมภาพันธ์แม้ภาพรวมติดลบ แต่ถ้าเอาทองคำ ยุทธปัจจัย และน้ำมันออก เหลือแต่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงถือว่าตัวเลขยังเป็นบวกอยู่



          เดือนมีนาคมคาดการณ์ว่าตัวเลขจะเป็นบวกไม่น้อยกว่า 8 % การส่งออกของเรายังมีสัญญาณที่ดี ทะยานขึ้นเป็นลำดับ



          สำหรับสินค้าสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนการส่งออกประกอบด้วย สินค้าเกษตร สินค้าอาหาร เครื่องใช้ในบ้าน และภาคอุตสาหกรรม อื่นๆ ผลิตผลทางการเกษตรที่ยังมีอนาคตโดยอาหารนั้นประกอบด้วยผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และอาหารกระป๋อง มีการขยายตัวที่ดี ตลาดสำคัญที่มีศักยภาพ รองรับสินค้าของไทย เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นอาเซียน CLMV และตลาดในทวีปออสเตรเลีย ขยายตัวได้ดี แม้การท่องเที่ยวจะติดปัญหาอุปสรรค การส่งออกยังเดินหน้าต่อไปได้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญต่อไปภายใต้ความร่วมมือทำงานหนักระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนทั้งทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ



          ประเด็นที่สอง เรื่องไทม์ไลน์การจับคู่ธุรกิจด้วยระบบออนไลน์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมีผลช่วยให้ยอดตัวเลขส่งออกเพิ่มขึ้น หลังวิกฤตโควิดได้มีการปรับรูปแบบเจรจาเพื่อการส่งออกเป็นระบบออนไลน์มากขึ้น และเกือบเต็มรูปแบบ โดยกระทรวงพาณิชย์สามารถผลิตนวัตกรรมทางการตลาดรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้นหลายรูปแบบเช่น ไฮบริด ส่งสินค้าจริงไปยังประเทศปลายทางและเจรจาซื้อขายกันด้วยระบบออนไลน์ หรือ Mirror Mirror และรูปแบบจับคู่ธุรกิจออนไลน์ Online Business Matching (OBM)โดยทีมเซลล์แมนประเทศเจรจาและจัดพื้นที่ให้มีการเจรจาผ่านระบบออนไลน์ ผู้ส่งออกของไทยสามารถเจรจาทำสัญญาซื้อขายเจรจาจับคู่ ปี 2563 สามารถทำยอดขายเฉพาะระบบ OBM 15,000 ล้านบาท และปี 64 ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ได้ไม่ต่ำกว่า 16,000 ล้านบาท เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2564 ไตรมาสแรกดำเนินการจับคู่เจรจาธุรกิจ 33 ครั้งได้ 992 คู่ สามารถขายสินค้าให้กับผู้ส่งออกของไทย 325 ราย มีผู้นำเข้าจากต่างประเทศมาซื้อสินค้า 345 ราย ยอดซื้อขายไตรมาสแรกของปีนี้ 5,280 ล้านบาท ส่วนไตรมาสที่เหลือกำหนดแผนงานไว้ชัดเจนแล้ว กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าแม้ในภาวะวิกฤตโควิดเพื่อนำรายได้เข้าประเทศในทุกช่องทาง กำหนดเป้าหมายจัดให้มีการจับคู่ 85 ครั้ง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตั้งเป้าจับคู่ไม่ต่ำกว่า 2,500 คู่ จะทำมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,600 ล้านบาท ตัวอย่าง เดือนพฤษภาคม 64 ทำกับห้าง Walmart ของสหรัฐอเมริกา และประเทศแอฟริกาใต้ จับคู่เพื่อขายสินค้าฮาลาลห้าในเดือนกรกฎาคม ขายอาหารสุขภาพในเดือนกรกฎาคม เป็นต้น



          " เพื่อให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดเซลล์แมนประเทศรับทราบว่ากระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจและทำงานไม่หยุดหย่อน กิจกรรมในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยทำยอดการเจรจาจับคู่ซื้อขายระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ เปิดพื้นที่ให้กับ SMEs และ Micro SMEs มาเจรจาจับคู่ในระบบ OBM ของกระทรวงพาณิชย์ได้ด้วย ในกิจกรรมเซลล์แมนจังหวัด Go-inter โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่(NEA) จะเชิญผู้มีประสบการณ์มาให้ความรู้เจรจาปิดการขาย ให้องค์ความรู้ การทำสัญญาโดยให้ความรู้เบื้องต้นกับทีมเซลล์แมนจังหวัดที่ประกอบด้วยพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาเกษตรกร Biz Club และกลุ่มอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นแม่ไก่นำความรู้ไปถ่ายทอดกับผู้ประกอบการต่อไป NEA จะเป็นผู้ติดตามว่ามีผู้ประกอบการใดที่มีศักยภาพ เชิญกลุ่มเหล่านี้มาพบกับเซลล์แมนประเทศ และผู้นำเข้าจากต่างประเทศต่อไป เพื่อเพิ่มยอดการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศภายใต้การจัดการของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับเซลล์แมนจังหวัด และเซลล์แมนประเทศต่อไป" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว



---------------------------------------


ชมข้อมูล
image



          นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและการส่งออกของนิวซีแลนด์ (นายเดเมียน โอ คอนเนอร์) ผ่านระบบ VDO Conference ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์



          ภายหลังการหารือ นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ได้มีโอกาสหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงการค้าของนิวซีแลนด์ในฐานะที่ปีนี้นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค และในปีหน้าไทยจะรับไม้ต่อจากนิวซีแลนด์โดยการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีนี้เป็นต้นไป สำหรับเอเปคนั้นเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันของกลุ่มประเทศในเอเชียและแปซิฟิคจำนวน 21ประเทศ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2532มูลค่าการค้าของไทยกับเอเปคปีละประมาณ 10ล้านล้านบาท คิดเป็น 70%ของมูลค่าการค้าของไทยต่อการค้ารวมกับทุกประเทศในโลก



          วันนี้สาระสำคัญของการหารือทางท่านรัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ในฐานะประเทศเจ้าภาพการประชุม มีดำริที่ต้องการออกแถลงการณ์ร่วมผลจากการประชุมเอเปคปีนี้ 3แถลงการณ์ และขอความเห็นจากตนในฐานะรัฐมนตรีการค้าของประเทศไทย "ผมได้แจ้งว่าประเทศไทยให้ความยินดีในการสนับสนุนแถลงการณ์ร่วมทั้ง 3ฉบับประกอบด้วยฉบับที่ 1แถลงการณ์ร่วมฉบับใหญ่ของรัฐมนตรีการค้าเอเปคทั้งหมด สาระสำคัญ ประเด็นที่ 1กำหนดให้การค้านั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการที่ช่วยแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด ประเด็นที่ 2เอเปคสนับสนุนการค้าในระบบพหุภาคีโดยเฉพาะในรูป WTO ประเด็นที่ 3เอเปคสนับสนุนเศรษฐกิจแบบ BCG คือทั้งเศรษฐกิจ Bio Economy เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน



          แถลงการณ์ฉบับที่ 2กำหนดให้สมาชิกในกลุ่มประเทศเอเปค จะไม่จำกัดการส่งออกวัคซีนโควิด ยกเว้นมีข้อจำกัดตามที่ WTO กำหนดไว้เท่านั้น เช่น ไม่พอใช้ในประเทศเป็นต้น



          แถลงการณ์ฉบับที่ 3ภาคบริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเอเปคต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านโลจิสติกส์สนับสนุนกระบวนการนำเข้าส่งออกทางผ่านด่านต่างๆด้วยระบบดิจิตอลในสินค้าที่จำเป็นในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ทั้งเครื่องมือแพทย์ วัคซีน อาหาร สินค้าเกษตร หรือสินค้าเครื่องใช้ในบ้านในยุค New Normal " นายจุรินทร์ กล่าว



          และว่าประเด็นหารือเพิ่มเติมตนได้แจ้งให้รัฐมนตรีนิวซีแลนด์ทราบว่าตนตอบรับการเข้าร่วมประชุมในวันที่ 4และ 5มิถุนายนปีนี้แล้ว ที่นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพโดยการประชุมวันที่ 4เป็นการประชุมรัฐมนตรีการค้าร่วมกับสภาธุรกิจเอกชนเอเปคซึ่งการประชุมวันนั้นจะแบ่งออกเป็น 3กลุ่ม 1.การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ 2.เรื่องการรับมือเศรษฐกิจต่อวิกฤติโควิด  3.กลุ่มที่ว่าด้วยการฟื้นตัวเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนหลังสถานการณ์โควิด



          ซึ่งประเทศไทยประสงค์จะเข้าร่วมในกลุ่มที่ 2คือเรื่องการรับมือทางด้านเศรษฐกิจต่อสถานการณ์โควิดปัจจุบัน และการประชุมวันที่ 5มิถุนายนเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีโดยเฉพาะของกลุ่มประเทศเอเปค



          ประเด็นเพิ่มเติมนิวซีแลนด์ขอให้ประเทศไทยช่วยสนับสนุนการนำเข้าเมล็ดพันธุ์หอมใหญ่ของนิวซีแลนด์คิดภาษีเป็นศูนย์ ตามข้อตกลง FTA ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์อยู่แล้วแต่เรายังดำเนินการได้ไม่ครบถ้วน ซึ่งตนจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในเดือนกรกฎาคม และตนได้ขอให้ทางนิวซีแลนด์ช่วยนำเข้าสินค้าที่จำเป็นต่อสถานการณ์โควิดเพิ่มเติมมากขึ้นจากการนำเข้าปกติที่ผ่านมา โดยขอให้นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์เช่น ถุงมือยาง ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้ เช่นลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง มังคุด เพราะผ่านการตรวจสอบด้านสุขอนามัยจากนิวซีแลนด์เรียบร้อยแล้ว และทางนิวซีแลนด์ให้การรับรองแล้ว ขอให้นำเข้าเพิ่มเติมเป็นพิเศษนอกจากผลไม้ชนิดอื่นๆที่มีการนำเข้าโดยปกติ



---------------------------------------


ชมข้อมูล
image



          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำพาณิชย์จัดโมบายพาณิชย์ ลดราคา ! ช่วยประชาชน 730คัน ลดสูงสุด 60%ช่วยประชาชนช่วงโควิด ตระเวนจอดขายของราคาถูก 500ชุมชน ทั้งกรุงเทพและปริมณฑล



          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเปิดตัวโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot ที่ 10ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 9 Lot โดย Lot นี้ กระทรวงพาณิชย์จัดในรูปแบบรถ Mobile พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน ที่จะตระเวนไปจำหน่ายสินค้าราคาถูกทั่วกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด เพื่อที่จะให้สามารถนำสินค้าและให้บริการสินค้าต่างๆในราคาถูกไปจำหน่ายให้พี่น้องประชาชนถึงชุมชนต่างๆ ให้พี่น้องประชาชนที่จำเป็นต้องกักตัวอยู่ในชุมชนสามารถได้รับบริการที่ทั่วถึง โดยได้จัดรถ Mobile ทั้งหมด 730คัน วิ่งกระจายไปทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ส่วนนึงจะไปจอดที่สำนักงานเขตทั้ง 50เขต ทั่วกรุงเทพมหานคร จอดประมาณครึ่งวัน แล้วจะตระเวนไปตามจุดและชุมชนต่างๆ จะเข้าไปในชุมชนประมาณ 400-500ชุมชน สินค้าราคาถูกประกอบด้วย 2ส่วน 1.สินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค 6ชนิด และ 2.สินค้าอุปโภคบริโภค 6หมวด สำหรับสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน 6ชนิดประกอบด้วย 1.ข้าวสารถุงเป็นข้าวหอมมะลิ กิโลกรัมละ 30บาท 2.ไข่ไก่ เบอร์สาม 3-4แผงละ 30ฟอง ราคา 83บาท ตกฟองละ 2.77บาท 3.น้ำมันพืชขนาด 1ลิตร ขวดละ 43บาท 4.น้ำตาลถุงละ 1กิโลกรัม 20บาท 5.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5บาท และ 6.ปลากระป๋อง กระป๋องละ 12บาท



          และสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคอีก 6หมวด หมวดที่หนึ่งอาหารสำเร็จรูปมี 11รายการ ลดสูงสุด 33%หมวดที่สองซอสปรุงรส 16รายการ ลดสูงสุด 28%หมวดที่สามของใช้ประจำวัน 16รายการ ลดสูงสุด 50%หมวดที่สี่สินค้าสำหรับชำระร่างกาย 4รายการ ลดสูงสุด 60%หมวดที่ห้าสินค้าสำหรับการซักล้าง 23รายการ ลดสูงสุด 54%และหมวดที่หกยา 3รายการ ลดสูงสุด 23% โดยภาพรวมสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค 6หมวดนี้ ลดราคาเฉลี่ยสูงสุด 60%  โดยจะเริ่มดำเนินการออกให้บริการพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลประมาณ 400-500ชุมชนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเป็นเวลา 30วันถึงวันที่ 8มิถุนายน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 250ล้านบาท  ได้รับความร่วมมือจากตลาดทั้งหมด 7ตลาด 1.ตลาดสี่มุมเมือง 2.ตลาดไท 3.ตลาดยิ่งเจริญ 4.ตลาดมีนบุรี 5. ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต 6.ตลาดเสรีสายห้า และ 7.ตลาดบางใหญ่



---------------------------------------


ชมข้อมูล
image
 


 


 


 


 


 




          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการบุกตลาดจีน หัวข้อ “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน) และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายการค่าตลาดจีนในยุค New Normal”  เมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคม  2564  ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าฯ รัชดาภิเษก  (สร. 31 มี.ค. 64)



          กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสมาคมการค้าไทย-ไห่หนาน จัดกิจกรรมการบุกตลาดจีน “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน)” ภายใต้โครงการผลักดันการค้าระหว่างประเทศพันธมิตร (Strategic Partnership) ในตลาดจีน วันพุธที่ 31 มีนาคม 2564 โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อเร่งผลักดันการส่งออกไปตลาดจีน เน้นธุรกิจอาหารและบริการ หลังเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มสดใส ฟื้นตัวจากโควิด หวังใช้ มินิเอฟทีเอ (Mini-FTA) เชื่อมจีนรายมณฑล งานนี้มีนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน นายนที เมฆรุ่งโรจน์ นายกสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย นายวรพจน์ เพียรอภิธรรม นายกสมาคมการค้าไทยไหหลำและคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมที่ห้องสัมมนา 4 (Auditorium) สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ถนนรัชดาภิเษก)พร้อมสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประจำประเทศจีนและพาณิชย์จังหวัดเป้าหมายเข้าร่วม ผ่านระบบออนไลน์



          นายจุรินทร์ เปิดงานและกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “นโยบายการค้าสู่ตลาดจีน ในยุค New Normal” ในงานกิจกรรมการบุกตลาดจีนฯ“พาณิชย์บุกตลาดจีน เช่ือมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน) หลังจากนั้นนายจุรินทร์ กล่าวว่าสำหรับมินิเอฟทีเอระหว่างไทยกับมณฑลไห่หนานหรือไหหลำของจีน มีการดำเนินการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายละเอียดระหว่างไทยกับจีน ฝ่ายไทยนั้นเสร็จสิ้นแล้วรอฝ่ายจีนซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบรายละเอียดในระดับประเทศและระดับมณฑลคาดว่าปลายเดือนเมษายนนี้จะมีการลงนามได้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ทางการค้าหรือประเทศที่เรามีมินิเอฟทีเอเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกคาดว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไหหลำมากขึ้น



          ปีที่ผ่านมามีมูลค่าการค้าไทยส่งออกไปไหหลำประมาณ 7,000 ล้านบาท เชื่อว่าตัวเลขจะมากขึ้นเพราะไหหลำจะได้รับการพัฒนาเป็นฟรีพอร์ต เป็นฮ่องกง 2 ถือเป็นโอกาสดีที่สุดและเรามองเห็นตั้งแต่ท่านสีจิ้นผิง ประกาศนโยบายแล้ว เราถึงเข้าไปทำมินิเอฟทีเอด้วยกัน และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนทั้งสมาคมการค้าไทยไหหลำก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมูลค่าการค้าปีที่แล้วระหว่างไทยกับจีน บวก 4.4% คาดว่าปี 64 จะมากกว่านั้นเพราะเศรษฐกิจจีนถือว่าฟื้นตัวเร็วที่สุดในโลกและไทยมีความสำคัญทางการค้าที่ดีกับจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 8 แล้ว



          " นอกจากไทย-ไห่หนานแล้วจะยังมีมินิเอฟทีเอ ไทยกับรัฐเตลังกานาของอินเดีย รัฐนี้เป็นรัฐที่จะมีการพัฒนาไปเป็นเมืองเฟอร์นิเจอร์ มีเฟอร์นิเจอร์ปาร์ค เกิดขึ้นที่ไฮเดอราบัด เป็นโอกาสทองของการส่งออกไม้ยางไทยที่จะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือส่งออกไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป และจะทำกับเมืองไทฟูของญี่ปุ่นที่เป็นเมืองอัญมณี หวังว่าจะช่วยให้การส่งอัญมณีเครื่องประดับของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และเมืองคย็องกีของเกาหลี ซึ่งมีกลุ่มชาวเอเชียอยู่จำนวนมากหวังว่าจะช่วยเพิ่มตัวเลขการส่งออกอาหารด้วย เชื่อว่าปีนี้น่าจะจบได้ทั้งหมด ผมคิดว่าเอฟทีเอในภาพรวมอย่างเดียวไม่พอ เราต้องลงลึกในระดับมณฑลในระดับรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะในประเทศที่มีรัฐขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5%-4% และมีความเป็นได้เป็นไปได้ที่จะถึงเป้าหรือเกินเป้าถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วและวัคซีนกระจายไปได้เร็วทั้งโลกในภาพรวม" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว



​​          รายงานข่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุด้วยว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งรัดการสร้างความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเจรจารายมณฑล/รัฐ/เมือง กับประเทศพันธมิตรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่มีแผนความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกัน รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าเพื่อขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร (Joint Economic and Trade Committee : JETCO) ​จีนในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอด 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 (ค.ศ. 2013)  ประกอบกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของจีนที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้แต่ละมณฑลมีความแข็งแกร่ง โดยใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของแต่ละมณฑล โดยเฉพาะในเชิงภูมิศาสตร์



 ​         ไห่หนาน เป็นมณฑลที่เล็กที่สุด ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area : GBA) และเชื่อมโยงมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงภูมิภาคตามเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ปัจจุบัน ไห่หนานได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปักกิ่งในการพัฒนาให้ก้าวสู่เขตการค้าเสรีระดับโลกในปี 2593 ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างไทยกับมณฑลไห่หนานจะเป็นโอกาสในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย



          ด้วยศักยภาพและความสำคัญของมณฑลไห่หนาน การเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าในเวทีระดับมณฑลระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับมณฑลไห่หนานจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของรัฐในการส่งเสริมโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจกับจีนผ่านมณฑลไห่หนาน ควบคู่กับการใช้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในเชิงชาติพันธุ์ของภาคเอกชน สำหรับโอกาสของสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดไห่หนาน ได้แก่ สินค้าเกษตร/ เกษตรแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางพารา อาหารสำเร็จรูป ของใช้ตกแต่งบ้าน สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ตลอดจนธุรกิจบริการด้านการเงิน เป็นต้น



          การค้าระหว่างไทย – จีน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.21 ของการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยปี 2563 ไทย – จีนมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท (79,606 ล้านเหรียญสหรัฐ) ไทยส่งออกไปยังจีนมูลค่า 9.2 แสนล้านบาท (29,530 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ และเคมีภัณฑ์ ในขณะที่ไทยนำเข้าจากจีนมีมูลค่ามากถึง 1.5 ล้านล้านบาท (49,852 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ



---------------------------------------------


ชมข้อมูล
image



          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์  นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าฯ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักรฯ ในรูปแบบสามมิติ (Hologram) ร่วมกับนางเอลิซาเบธ ทรัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 



          นายจุรินทร์กล่าวว่า การค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในปีที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากในอดีตเพราะสถานการณ์ของโควิด การร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องร่วมมือเพื่อเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ประเทศ ได้เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่มูลค่าระหว่างกันให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนบนรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างกันที่มั่นคงยาวนานกว่า 165 ปี  ตลอดปีที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ประเทศไทย และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักรได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อทบทวนนโยบายการค้าระหว่างกันจนในที่สุดได้เกิดผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งในวันนี้คือการลงนามใน MoU ที่จะนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (Joint Economic and Trade Committee: JETCO) ขึ้นมา JETCO จะเป็นเวทีหารือเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการตั้งแต่สหราชอาณาจักรได้ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป



          ยินดีที่รับทราบว่าไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ได้ลงนามกับสหราชอาณาจักร เพื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีในการทำงานร่วมกันลดอุปสรรคด้านการค้าเพิ่มการลงทุนขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอ็มอีโดยเริ่มจากสาขาที่มีความสำคัญ ได้แก่ เกษตรและอาหาร การเงิน สุขภาพ และเทคโนโลยีซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพและมีทรัพยากรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันล้วนเป็นสาขาธุรกิจแห่งอนาคต ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม



          หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำงานร่วมกันในระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือเอกชนต่อเอกชนภายใต้ JETCO จะมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศของเราทั้งสองซึ่งเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ การค้าที่สำคัญให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นและการมีการทำ FTA ระหว่างกันในอนาคตด้วย



          โดยคาดว่า จะสามารถเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีก 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในปี 2567



          ทั้งนี้ ในปี 2563 การค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรมีมูลค่าการค้ารวม 4,875.69 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.51 แสนล้านบาท) ไทยส่งออก 3,087.20 ล้านเหรียญสหรัฐ (9.56 หมื่นล้านบาท) และนำเข้า 1,788.49 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.55 หมื่นล้านบาท) สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปสหราชอาณาจักร เช่น ไก่แปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รถยนต์และอุปกรณ์ แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากสหราชอาณาจักร เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม เป็นต้นกระทรวงพาณิชย์ กล่าว



---------------------------------------------


ชมข้อมูล
image



          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกันหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เดินทางเข้ามารับหน้าที่วันนี้ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์จัดพิธีต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสินิตย์ เลิศไกร) ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์



          นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้บริหารบรรยายภารกิจต่างๆให้รัฐมนตรีช่วยได้รับทราบในเบื้องต้น



          จากนั้น นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด และในวันที่ 27 มีนาคม 2564 นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้มีกำลังกาย ให้มีกำลังใจ กำลังปัญญา ปฎิบัติหน้าที่ให้ดีเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน วันนี้ตนได้เดินทางมาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ตนเน้นการทำงานเป็นทีมและอยู่ในหลักของธรรมาภิบาล เพื่อผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือเศรษฐกิจเจริญเติบโต สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน



          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนมั่นใจว่าโดยประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของท่านรัฐมนตรีช่วย ที่สั่งสมมาตลอดการเป็นผู้แทนราษฎร 5 สมัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จต่อไป จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งงานของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่จำนวนมากและมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ท่านจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยทำงานให้กับรัฐมนตรีว่าการและจับมือกับเพื่อนข้าราชการทุกท่านในการพากระทรวงเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลสามารถรับใช้ราชการและรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี



         และต่อจากนั้น นายจุรินทร์ได้ลงนามแบ่งงานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีภารกิจ 7 กรม 3 องค์การมหาชนกับ 1 รัฐวิสาหกิจ โดยจะมอบงานให้เช่นเดียวกับที่เคยมอบให้กับรัฐมนตรีช่วย"วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล" ก่อนหน้านี้ทุกประการโดยมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยสั่งปฏิบัติราชการ 3 กรม คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชนจะมอบให้ท่านดูทั้งหมดทั้งสถาบันอัญมณี ไอทีดี และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ โดยนายจุรินทร์ระบุด้วยว่ามั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระและขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบโดยตรงไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป และขอถือโอกาสมอบแผนงานปี 64 ที่ตนและเพื่อนข้าราชการทั้งกระทรวงกำหนดร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนในปี 64 จำนวน 14 แผนงาน ที่จะถือเป็นแผนแม่บทสั่งปฏิบัติราชการต่อไป จากนั้นและนายจุรินทร์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบดอกไม้แสดงการต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งมอบคำสั่งแบ่งงานและ 14 แผนงานปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย



---------------------------------------------


ชมข้อมูล
image



          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “เปิดตัวศูนย์อาร์เซ็ป (RCEP Center)” โดยมี นายสินิตย์  เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานด้วย  เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม  2564  ณ ศูนย์บริการข้อมูล FTA (FTA Center)ชั้น 3 กรมเจรจาการค้าฯ  (สร. 29 มี.ค. 64)         



          นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าข้อตกลง RCEP ได้มีการเจรจามาตลอด 8 ปีและประสบความสำเร็จในปีที่แล้ว เมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและตนได้มีโอกาสเป็นประธานรัฐมนตรีเศรษฐกิจในการเจรจาจนบรรลุข้อตกลงครบถ้วนจากที่ค้างคากว่า 13 ข้อบท จาก 20 ข้อบท นำมาสู่การลงนามร่วมกัน 15 ประเทศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 RCEP จึงเป็น FTA ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีจีดีพีรวมกันถึง 1 ใน 3 ของจีดีพีโลกและมีประชากรรวมกัน 1 ใน 3 ของโลก 2.2 พันล้านคน มูลค่าการค้าของไทยที่ค้าขายกับต่างประเทศ เฉพาะในกลุ่มประเทศ RCEP อีก 14 ประเทศที่เหลือมูลค่าการค้าของไทยคิดเป็น 2 ใน 3 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดที่ไทยค้าขายกับต่างประเทศ ตัวเลขการค้า 8.5 ล้านล้านบาท ประโยชน์สำหรับประเทศไทยจะสามารถส่งออกทั้งสินค้าและบริการได้คล่องตัวสะดวกขึ้นภายใต้อัตราภาษีศูนย์ ที่จะเกิดขึ้นในทันทีที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้และอนาคตตามเงื่อนไขที่กำหนด



          ทั้งยางพารา มันสำปะหลัง ประมง ผักผลไม้ อาหารทั้งแช่แข็งและแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ากระดาษ พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องแต่งกาย ส่วนประกอบจักรยานยนต์ สำหรับภาคบริการจะได้ประโยชน์จากด้านการก่อสร้างซึ่งไทยมีศักยภาพ ด้านบริการสุขภาพ ภาพยนตร์ บันเทิง อนิเมชั่นที่เรียกว่าดิจิทัลคอนเทนท์ รวมทั้งภาคค้าปลีก



          สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเร่งรัดการให้สัตยาบันซึ่งมีขั้นตอน 2 เรื่อง 1.ต้องผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภา ตนได้นำเสนอเข้าที่ประชุมร่วมและได้รับความเห็นชอบแล้ว และ2.ดำเนินการกระบวนการภายในของหน่วยงานราชการต่างๆอย่างน้อย 3 หน่วยงาน 1.กรมการค้าต่างประเทศ ออกแบบ COให้จบ และประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน 2.กรมศุลกากรต้องประกาศอัตราภาษีให้สอดคล้องกับข้อตกลง 3.กระทรวงอุตสาหกรรมต้องออกประกาศเรื่องการนำเข้ารถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ตามข้อตกลง RCEP จากนั้นกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงต่างประเทศจะประสานงานการยื่นเรื่องให้สัตยาบันไปยังเลขาธิการอาเซียน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ RCEP ต่อไป ถือว่าจบการให้สัตยาบันของไทย



          โดยในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศต้องให้สัตยาบันอย่างน้อย 6 ประเทศ และนอกประเทศอาเซียน 5ประเทศ ไม่น้อยกว่า 3 ประเทศ เป็นอย่างน้อย 3 + 6 เป็น 9 ประเทศถึงจะถือว่ามีการให้สัตยาบัน RCEP และบังคับใช้ได้ต่อไป



          กระทรวงพาณิชย์จะต้องประสานงานกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการเกษตรเร่งรัดในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ส่งออก เอสเอ็มอี ภาคการเกษตร รับทราบข้อมูลและเนื้อหาสำคัญในข้อตกลง ให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงได้



          หัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ในภาพของสินค้า มีสินค้า 40,000 รายการโดยประมาณที่ต้องลดภาษีให้กับประเทศไทยให้เหลือศูนย์ และ 40,000 รายการนั้นมี 29,000 รายการที่คาดว่าจะสามารถลดได้ทันทีในวันที่ 1 มกราคม 2565 ส่วนที่เหลือประมาณ 9,000 รายการ จะลดภายใน 10 ถึง 20 ปีให้อัตราภาษีเป็นศูนย์ตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ สำหรับภาคบริการที่ให้ประเทศไทยได้รับสิทธิพิเศษสามารถเข้าไปถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 70 เป็นต้น เป็นการขยายโอกาสให้กับนักลงทุนไทย



          "วันนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเดินหน้าของกระทรวงพาณิชย์ที่เราได้มีการจัดตั้ง RCEP Center หรือศูนย์ให้บริการข้อมูล RCEP มีการให้บริการ 6 เรื่อง 1.รายละเอียด 2.สติการค้าระหว่างประเทศ 3.อัตราภาษี 4.ถิ่นกำเนิดสินค้า 5.มาตรการการค้าของไทย 6.ระบบติดตามเฝ้าระวัง



          โดยมีทั้งแบบออฟไลน์ตั้งอยู่ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการให้บริการออนไลน์ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ www.moc.go.th ที่ RCEP Center จะมีข้อมูลการให้บริการ ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ชิ้นโบว์แดงชิ้นหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์และของรัฐบาล" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว



---------------------------------------------


ชมข้อมูล
image



           นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมทิศทางตลาดข้าวไทยปี 2564นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์ 17ประเทศ จากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต.) และมีพาณิชย์จังหวัด 20จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference พร้อมกัน ณ ห้องประชุมชั้น 2สมาคม ผู้ส่งออกข้าวไทย



          ภายหลังการประชุมซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 10.00น.นายจุรินทร์ กล่าวว่า นำกระทรวงพาณิชย์มาเยี่ยมสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและการประชุมหารือก็ได้ข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับเป้าการส่งออกและทิศทางตลาดข้าวไทยปี64คือ



         มีการกำหนดเป้าหมายการส่งออกข้าวในปี 2564ตั้งเป้าไว้ที่ 6ล้านตัน จากปีที่แล้วส่งออกข้าว 5.7ล้านตัน มุ่งเน้นตลาดสำคัญ 3ตลาด คือ 1.ตลาดพรีเมียม 2.ตลาดทั่วไป 3.ตลาดเฉพาะ โดยตลาดพรีเมียมนั้นเน้นข้าวหอมมะลิกับข้าวหอมไทย ข้าวหอมมะลิตั้งเป้าขยายตัว ร้อยละ 4.8ข้าวหอมไทยร้อยละ 5.2



         ตลาดทั่วไปนั้นเน้นข้าวขาวและข้าวนึ่ง โดยข้าวขาวตั้งเป้าร้อยละ 4.7ข้าวนึ่งร้อยละ 4.9ส่วนตลาดเฉพาะ เน้นข้าวเหนียว ข้าวกล้องและข้าวสี โดยข้าวเหนียวตั้งเป้าขยายตัว 3.6%ข้าวกล้องและข้าวสีตั้งเป้าขยายตัว 12.5%



         นายจุรินทร์ กล่าวว่า มีตลาดหนึ่งที่เราประสบความสำเร็จในการสร้างอัตราการขยายตัวได้สูงมาก คือ ตลาดแคนาดา ทีมเซลล์แมนประเทศที่โตรอนโตประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่เปิดตลาดข้าว เพิ่มการนำเข้าข้าวไปแคนาดาจากปี 62  คือ 80,000ตัน เป็น 120,000ตันในปี 63เพิ่มขึ้นร้อยละ 21โดยมีกลยุทธ์หลัก เช่น มุ่งเน้นการขายข้าวไทยออนไลน์ไปยังผู้บริโภคและตัวแทนค้าส่งที่สำคัญ ทำประชาสัมพันธ์ข้าวไทยไม่ต้องรับประทานแบบวิถีไทยเท่านั้น สามารถนำไปประยุกต์กับอาหารพื้นถิ่นของแคนาดาได้เช่นทำสลัดข้าว เป็นต้น และทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนสอนทำอาหารในประเทศแคนาดาและโปรโมทข้าวไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแคนาดา ประชาสัมพันธ์ว่าข้าวไทยเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ มีน้ำตาลต่ำ โดยคนแคนาดามีน้ำตาลในเลือดสูงถึงร้อยละ 28เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นของสำนักงานทีมเซลล์แมนประเทศที่แคนาดา



        " ทิศทางการส่งออกข้าวไทยปี 2564มี 6มาตรการ คือ มาตรการที่ 1กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสำนักงานในต่างประเทศทั้งหมดเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับข้าวไทย เป็นข้าวที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยใช้ Think Rice Think Thailand ถ้าคิดถึงข้าวต้องคิดถึงประเทศไทย ทุกสำนักงานทีมเซลล์แมนประเทศทั่วโลกใช้ธีมนี้ในการทำประชาสัมพันธ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ



         มาตรการที่ 2เร่งรัดเปิดตลาด G to G เชิงรุก ได้กำหนดไว้ทั้งหมด 4ตลาดใหญ่ ประกอบด้วยอินโดนีเซียไม่กี่วันที่ผ่านมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ MoU กับอินโดนีเซีย เปิดตลาดข้าวอินโดนิเซีย 4ปีจำนวนไม่เกิน 4,000,000ตัน อีกตลาดคือตลาดบังกลาเทศ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการทำ MoU ในระบบ G to G กับบังคลาเทศ 5ปี 5,000,000ตัน ตลาดอิรักซึ่งเป็นตลาดที่เราประสบปัญหาหลายปีที่ผ่านมาเพราะผู้ส่งออกข้าวไทยรายหนึ่งส่งข้าวด้อยคุณภาพไปทำให้อิรักแบนข้าวไทยเป็นเวลาหลายปี ขณะนี้ประสบความสำเร็จแล้วอิรักเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปประมูลขายข้าวในอิรักได้แล้ว แต่ยังติดเรื่องความเข้าใจมาตรฐานข้าวขาว 100%ข้าวของเราคือข้าว 5%ซึ่งจะต้องมีการทำความเข้าใจ และการส่งข้าวไปยังอิรัก ต้องมีเอกสารรับรองจากสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย ขณะนี้เราไม่มีสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย จะมีการเจรจาขอปรับเงื่อนไขลดอุปสรรค ตลาดที่4คือตลาดจีนที่ได้ทำ MoU ในอดีตและจีนยังมีภาระตาม MoU ที่ต้องนำเข้าข้าวเก่าอีก 300,000ตัน ตกค้างต้องเดินหน้าต่อไป



          มาตรการที่ 3กำหนดร่วมกันในการเจรจา FTA  จะต้องหยิบประเด็นขอให้ประเทศนั้นลดภาษีนำเข้าข้าวไปเป็นประเด็นหนึ่งในการเจรจา ทั้ง FTA ระหว่างไทย-เม็กซิโก EU UK หรือประเทศอื่น นำประเด็นในการเจรจาลดอุปสรรคงาน ขั้นตอนและเงื่อนไขอื่นๆในการเจรจาด้วย



          มาตรการที่ 4จับมือร่วมกับกระทรวงอื่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลดต้นทุนการส่งออก เช่น ค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง



          มาตรการที่ 5เร่งรัดขยายช่องทางการตลาดทั้งในรูปแบบออฟไลน์ ออนไลน์ให้ฟรีโดยทีมเซลล์แมนประเทศ เร่งดำเนินการพบปะและจัดกิจกรรม



          มาตรการที่ 6สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงพาณิชย์ในการแสวงหาข้าวพันธุ์ใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดจะให้มีการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาของทุกภาคส่วน ได้เข้ามาร่วมประกวดโดยแบ่งออกเป็น 3กลุ่ม ข้าวหอม ข้าวนุ่ม และข้าวแข็ง



          มุ่งเน้นทั้งกระบวนการปลูก การสี และรสชาติแนะนำพันธ์ุมาเปรียบเทียบกับพันธุ์ปัจจุบันที่มีอยู่ นำไปทำการค้าเชิงพาณิชย์และขยายตลาดส่งออกเพิ่มขีดความสามารถให้กับข้าวของไทยในตลาดโลกต่อไป" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว



          จากนั้นนายจุรินทร์ ได้ลงนามเซ็นต์ MOU หรือข้อตกลงการค้าข้าวให้กับประเทศอินโดนิเซียตามที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ซึ่งวันนี้เป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าข้าวระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับกระทรวงการค้าแห่งประเทศอินโดนิเซีย



---------------------------------------------


ชมข้อมูล
image



          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีการจัดกิจกรรมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 โดยมี นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มีนาคม  2564  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร  ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์  (สร. 22 มี.ค. 64)



          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานการขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการ ผลไม้ปี 2564 โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในและตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมที่กระทรวงพาณิชย์วันนี้



          โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับปี 2564 ผลผลิตโดยรวมของผลไม้คาดการณ์ว่าจะมีประมาณ 5.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากปี 2563 จึงต้องร่วมมือกันทำงานหนักเพราะผลผลิตจะออกมาก ได้มีมาตรการเชิงรุก 16 มาตรการ ในการช่วยเหลือผลไม้ไทยปี 64 ประกอบด้วย



          1.เร่งรัดการตรวจรับรอง GAP ที่เป็นเอกสารสำคัญในการส่งออกผลไม้ไทย โดยกรมวิชาการเกษตรจะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตั้งเป้าหมายว่าปี 2564 จะดำเนินการตรวจรับรองให้เสร็จสิ้นอย่างน้อย 120,000 แปลง



          2.จะผ่อนปรนกฎระเบียบการเคลื่อนย้ายแรงงาน ปีที่แล้วสามารถขนย้ายแรงงานเพื่อเก็บผลไม้ข้ามจังหวัดได้ ปีนี้จะกำหนดมาตรการเคลื่อนย้ายแรงงานเก็บผลไม้จากภาคตะวันออกไปสู่ภาคใต้ได้ด้วย



          3.กอ.รมน. จะสนับสนุนกำลังพลในการช่วยเก็บเกี่ยวและขนย้ายผลไม้เช่น ลองกอง จากสวนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย



          4.จะส่งเสริมการรับซื้อผลไม้ของผู้ประกอบการที่รวบรวมผลไม้ กิโลกรัมละ 3 บาท



          5.สนับสนุนให้มีรถเร่ไปซื้อผลไม้เพื่อนำไปขายปลีกให้กับผู้บริโภคจำนวน 4,000 ตัน โดยกระทรวงพาณิชย์ ช่วยสนับสนุนรถเร่คันละ 1,500 บาท ให้กระจายได้คล่องตัวขึ้น



          6.สำหรับผลไม้ที่จะส่งไปขายผ่านไปรษณีย์ไทยจะช่วยสนับสนุนลดค่าใช้จ่าย จาก 10 กิโลกรัม 95 บาท ลดเหลือ 30 บาท ส่งเสริมให้ชาวสวนขายผลไม้ผ่านไปรษณีย์ ตั้งเป้าหมายไว้ 2,000 ตัน จากปีที่แล้ว 400 ตัน 



          7.กระทรวงพาณิชย์จะประสานงานเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรจำหน่ายผลไม้โดยตรงได้ที่ตลาดกลาง ตลาดสด สนามบิน ห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างท้องถิ่น รวมถึงปั๊มน้ำมัน



          8.ช่วยเร่งรัดผลักดันการส่งออกผลไม้ช่วยสนับสนุนผู้ส่งออกผลไม้กิโลละ 2.50 บาท มีเป้าหมาย 60,000 ตัน



          9.ใช้อมก๋อยโมเดลหรือเรียกว่า เกษตรพันธสัญญา ทำสัญญาล่วงหน้าให้เกษตรสามารถขายผลไม้ได้ปริมาณ 20,000 ตัน



          10.การนำผลไม้ขึ้นเครื่องบิน ปีนี้กระทรวงพาณิชย์ประสานงานกับสายการบินทุกสายการบินและให้ความร่วมมือในการเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารโหลดผลไม้ขึ้นเครื่องบินได้ 25 กิโลกรัมฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย         



          11.กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆส่งเสริมการค้าออนไลน์โดยจัดอบรมกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์หรือรูปแบบอื่นๆให้มีความรู้ในการขายผลไม้ออนไลน์ และสนับสนุนให้ไปขายบนแพลตฟอร์มปีนี้ เพิ่มเป็น 11 แพลตฟอร์ม



          12.ส่งเสริมการขายผลไม้ในตลาดต่างประเทศอย่างเข้มข้น จัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2021 วันที่ 29 กันยายนถึง 3 ตุลาคม 64 จัดกิจกรรม Thai Fruit Golden Months ปีที่แล้วจัด 9 เมือง ปีนี้จัด 14 เมืองของจีนที่เป็นตลาดใหญ่สุดของประเทศไทย และนำผู้ประกอบการผลไม้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศ



          13.ส่งเสริมการส่งออกออนไลน์ผลไม้ไทย จัดให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกจะจับคู่ธุรกิจออนไลน์ โดยทีมเซลล์แมนประเทศเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน 64 เช่น จัดงาน In-Store Promotion หรือจัดตามห้างสรรพสินค้าประเทศต่างๆ เช่นอินเดียจัดในเดือนมิถุนายน และเจรจาจับคู่ธุรกิจด้วยระบบออนไลน์ 40 บริษัทส่งออกผลไม้ไทย และผู้นำเข้า 170 บริษัทจากทั่วโลกวันที่ 25 มีนาคม 2564



          14.ส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทยในต่างประเทศในรูปแบบผสมผสานที่เรียกว่าไฮบริด ปีนี้จัด 7 ครั้งกระจายทั้งปี เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทย จับคู่ซื้อผลไม้จริงด้วยระบบไฮบริดในประเทศต่างๆเช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา เอเชียใต้ อินเดียบังกลาเทศ ปากีสถาน เป็นต้น



          15.เร่งการประชาสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นให้ผลไม้ไทยทำสื่อ 5 ภาษา อังกฤษ ไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี



          16.กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจะบังคับใช้มาตรการทางกฏหมายโดยเคร่งครัดทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ให้ล้งรับซื้อผลไม้ต้องติดป้ายราคารับซื้อ ณ เวลา 8.00 น. ทุกวันเพื่อเกษตรกรจะได้รู้ล่วงหน้า พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด จับกุมผู้โกงน้ำหนักดัดแปลงเครื่องชั่งเอาเปรียบเกษตรกร พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าป้องกันการผูกขาด การฮั้วและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมโดยเคร่งครัด



          " ขอให้ทุกหน่วยงานราชการภาคเอกชนและเกษตรกรที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติโดยเคร่งครัดและทีมเซลล์แมนจังหวัด และทีมเซลล์แมนประเทศในการขับเคลื่อนผลไม้ไทยปี 2564" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว



------------------------------------------------


ชมข้อมูล
ข้อมูลที่น่าสนใจ
Master Template : ข้อมูลที่น่าสนใจ
จำนวนการเข้าชม : 122,648